ร้าน โชคทวีพระเครื่อง
www.chokdee-amulet.99wat.com
0861863484
0861863484
  ส่งข้อความ

ให้เช่าวัตถุมงคลและเครื่องรางยอดนิยมทั่วไทย

โทร.086 186 3484

ไอดีไลน์ 0861863484

 
พระกริ่งพรหมมุนี สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์

พระกริ่งพรหมมุนี สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์

      พระกริ่งพรหมมุนี สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม จัดเป็นหนึ่งในสุดยอดตำนานพระกริ่งยุคต้นของเมืองไทย ที่ได้รับความนิยมและมีมูลค่าการสะสมสูงมากในระดับหลายล้านบาท โดยสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2455 – 2465 ขณะที่พระองค์ทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นราชาคณะที่ "พระพรหมมุนี"

ปฐมเหตุและประวัติการจัดสร้าง

      1.ที่มาแห่งปาฏิหาริย์: เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) พระอุปัชฌาย์ขององค์ท่านอาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ได้ทรงนำตำราโบราณมาอธิษฐานทำน้ำพระพุทธมนต์โดยอาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ เมื่อนำไปให้สมเด็จพระวันรัต (แดง) ฉัน ปรากฏว่าอาการอาพาธบรรเทาและหายเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้พระองค์ทรงสถาปนาพระกริ่งสายวัดสุทัศน์สืบต่อมา

      2.รุ่นถวายสำรับ (พ.ศ. 2459): เป็นรุ่นที่โด่งดังที่สุดในหมวดนี้ สร้างขึ้นเนื่องในวาระฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ (60 พรรษา) มีจำนวนการจัดสร้างเพียง 61 องค์เท่านั้น เพื่อประทานแก่คณะศิษย์ที่ร่วมจัดสำรับถวายพระเถระ

พิมพ์ทรงและเนื้อหาโลหะ

1.หมวดพิมพ์: ส่วนใหญ่ถอดแบบมาจาก "พระกริ่งใหญ่" (พระกริ่งนอกหรือพระกริ่งจีน) มีทั้งพิมพ์เขมรน้อย พิมพ์เล็ก และพิมพ์ใหญ่ เอกลักษณ์คือการเทหล่อแบบ "กริ่งในตัว" (บรรจุเม็ดกริ่งไว้ภายในองค์พระขณะเทหล่อ ไม่ใช่การเจาะเจาะรูอุดทีหลัง) และมักได้รับการตกแต่งองค์พระอย่างประณีตโดยช่างแต่งยุคเก่า เช่น อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร (อ.หนู)

2. ถือเป็นสูตรเฉพาะตัว เนื้อในจะมีกระแสสีนากสุกอมขาว เมื่อผิวพระสัมผัสอากาศและทิ้งไว้จนผิวกลับดำ จะกลายเป็น สีดำสนิทดั่งนิล (ยกเว้นบางบล็อกในปี พ.ศ. 2460 ที่ผสมชนวนพระพุทธชินราช วรรณะจึงออกกระแสเหลือง)

พุทธคุณที่เล่าขาน

      พระกริ่งพรหมมุนีโดดเด่นอย่างยิ่งในด้านการทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยอภิบาลรักษาให้ผู้บูชามีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว รวมทั้งส่งเสริมด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย และความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต

ด้านหน้า

1.เค้าพระพักตร์และเม็ดพระศก: พระพักตร์มีความอวบอิ่ม ทรงผลมะตูมตามศิลปะจีน (ถอดพิมพ์พระกริ่งใหญ่) เม็ดพระศกหล่อเป็นเม็ดตอกกลมนูนเด่นชัดเจน พระเนตรทอดลงต่ำในลักษณะกึ่งหลับตาสมาธิ

2.การวางพระหัตถ์และหม้อน้ำมนต์: พระหัตถ์ขวาวางพาดที่พระเพลา (หน้าตัก) ในปางมารวิชัย ชี้ลงด้านล่าง ส่วนพระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำมนต์ (หรือผลสมอ) วางอยู่บนพระเพลา

3.ฐานบัวคว่ำบัวหงาย: ฐานบัวด้านหน้าหล่อเป็นกลีบบัว 2 ชั้น (บัวคว่ำและบัวหงาย) มีความอวบอิ่มเป็นแท่งนูนชัดเจน เม็ดบัวและขอบบัวแสดงถึงงานหล่อโบราณที่มีมิติ

4.กระแสเนื้อโลหะ: วรรณะโลหะออกกระแสสัมฤทธิ์อมน้ำตาลเข้ม มีรอยความเก่าและคราบเบ้าตามซอกลึก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระที่ผ่านกาลเวลากว่าร้อยปี

ด้านหลัง

1.ความพลิ้วของจีวรและสังฆาฏิ: เส้นสายจีวรด้านหลังพาดเฉียงลงมาอย่างเป็นธรรมชาติ มีความลาดเอียงและโค้งมนที่สมส่วน แสดงถึงพิมพ์ทรงที่ถอดมาจากพระกริ่งใหญ่จีนอย่างชัดเจน

2.เม็ดพระศกด้านหลัง: กลุ่มเม็ดพระศกหรือเม็ดผมบริเวณท้ายทอยยังคงมีความนูนเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน ไม่แบนราบ เรียงตัวตามแนวโค้งของพระเศียร

3.ฐานบัวด้านหลัง: เอกลักษณ์สำคัญของพระกริ่งพิมพ์นี้คือ ด้านหลังจะเป็นฐานเรียบโค้ง ไม่มีกลีบบัว (กลีบบัวคว่ำบัวหงายจะมีเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น) ซึ่งสอดคล้องตามตำราจัดสร้างทุกประการ

4.ผิวพรรณและเนื้อโลหะ (วรรณะ): ผิวพระด้านหลังปรากฏกระแสโลหะผสมและคราบหล่อโบราณ มีความแห้งและมีความเก่ายังคงอยู่ตามธรรมชาติ ผิวมีความตึงแต่ไม่กระด้าง มีรอยสัมผัสทำให้เนื้อในส่องประกายอมน้ำตาลทองเข้มข้น

ด้านข้างซ้าย

1.ความลึกและมิติขององค์พระ: มิติจากด้านหน้าไปด้านหลังมีความหนาและล่ำสัน สัดส่วนจากพระพักตร์ลงมาถึงพระเพลา (หน้าตัก) ทอดลาดอย่างสมดุล ไม่แบนราบ

2.แนวพระกรรณ (หู) และเม็ดพระศก: พระกรรณข้างซ้ายทอดยาวลงมาเกือบจรดพระอังสา (บ่า) ตามพุทธลักษณะของพระกริ่งใหญ่ ปลายพระกรรณมีความหนาและมน เม็ดพระศกด้านข้างเรียงตัวต่อเนื่องจากด้านหน้าไปด้านหลังอย่างเป็นธรรมชาติ

3.รอยต่อของบัวและการตัดแต่ง: บริเวณมุมขอบฐานจะเห็นจุดสิ้นสุดของกลีบบัวคว่ำบัวหงายด้านหน้า ซึ่งจะค่อยๆ ลาดหายไปเมื่อเข้าสู่ขอบฐานด้านหลังที่เรียบมน ตัวฐานมีความลาดเอียงลงมาเล็กน้อย

4.กระแสโลหะและผิวพรรณด้านข้าง: ปรากฏผิวไฟและคราบความเก่าตามซอกลึกเข้มข้น เนื้อโลหะมีความตึงตัวและมีรอยครูดหรือรอยแต่งตะไบเดิมบางๆ จากช่างยุคเก่าในขั้นตอนการเก็บงานตกแต่งองค์พระ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของงานหล่อดินไทย

ด้านข้างขวา

1.ลำพระกรและวงแขนขวา: วงแขนขวาทิ้งดิ่งลงมาอย่างอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความล่ำสัน โค้งมนเข้าหาพระเพลา (หน้าตัก) ในท่าปางมารวิชัย ปลายพระหัตถ์เรียวเรียบเนียนไปกับขอบฐานบัว

2.แนวพระกรรณและพระพักตร์ด้านข้าง: พระกรรณขวาโค้งมนสวยงาม ทอดยาวลงมาเกือบถึงช่วงบ่า สันพระนาสิก (ด้ามจมูก) และพระโอษฐ์ (ปาก) ยื่นออกมาในสัดส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์พระกริ่งใหญ่จีน

3.การแต่งตะไบและการลบมุม: บริเวณขอบข้างและส่วนล่างของฐาน ปรากฏรอยแต่งตะไบเพื่อลบคมและตกแต่งทรวดทรงให้มน ซึ่งเป็นงานฝีมือช่างยุคเก่า (Handmade) ทำให้พระแต่ละองค์ในรุ่นเดียวกันอาจมีรายละเอียดการแต่งที่แตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย

4.วรรณะและผิวพรรณ: กระแสโลหะสัมฤทธิ์ในมุมนี้เมื่อกระทบแสงจะเห็นความสว่างอมเหลืองทองในส่วนที่ถูกสัมผัส ขณะที่ตามซอกหู ซอกแขน และร่องบัวด้านล่างยังคงมีคราบเบ้าและความเก่าสีเข้มเคลือบอยู่ ช่วยขับให้องค์พระดูมีมิติและดูง่ายยิ่งขึ้นครับ

ใต้ฐาน

1.ลักษณะก้นแอ่นเป็นแอ่ง (ก้นบุ๋มหรือก้นถ้วย): พื้นผิวใต้ฐานมีลักษณะเว้าเว้าลึกลงไปเล็กน้อย ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดจากช่างในยุคเก่าทำการเกลาเนื้อโลหะส่วนเกินออกจนบาง และจงใจกระแทกหรือทุบให้เกิดความบุ๋มคล้ายก้นถ้วย เพื่อช่วยให้พื้นที่ภายในเกิดมิติเสียงสะท้อนเวลาเขย่า ทำให้เม็ดกริ่งส่งเสียงดังกังวานได้ไพเราะยิ่งขึ้น

2.รอยแต่งตะไบทางธรรมชาติ: รอบๆ ขอบและพื้นผิวใต้ฐานปรากฏร่องรอยการเก็บงานด้วยตะไบ มีลักษณะรอยครูดจางๆ ที่เกิดจากฝีมือช่างแต่งยุคเก่า (เช่น กลุ่มพระปลัดจิ๋ว หรือ อ.หนู) รอยเหล่านี้มีความแห้ง เก่า และกลืนไปกับเนื้อโลหะ ไม่คมกริบหรือดูเป็นรอยเครื่องจักรสมัยใหม่

3. วรรณะและกระแสเนื้อโลหะใต้ฐาน: ในส่วนพื้นผิวที่บุ๋มลึกลงไป ปรากฏกระแสสัมฤทธิ์นวโลหะที่มีวรรณะแก่ทองแดงและผสมชนวนสำคัญ ผิวพระมีความแห้งตึงและมีคราบออกไซด์ คราบเบ้าดินไทย รวมถึงรอยสนิมขุมธรรมชาติสีน้ำตาลเข้มและแดงคล้ำจับอยู่ตามผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งยากต่อการปลอมแปลง

      จากการพิจารณาครบทุกมิติ (หน้า, หลัง, ข้างซ้าย, ข้างข้างขวา และใต้ฐาน) พระกริ่งพรหมมุนีองค์นี้มีพุทธลักษณะ โครงสร้างพิมพ์ทรง และร่องรอยงานหล่อโบราณที่ถูกต้องตามตำราสะสมสากลครับ

 

      สรุปภาพรวมและอัตลักษณ์ของพระกริ่งพรหมมุนี สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม องค์นี้ จากการพิจารณาครบทุกมิติ (หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา-ใต้ฐาน) ถือเป็นพระที่มีพุทธลักษณะและกรรมวิธีการผลิตถูกต้องตรงตามตำราหล่อโบราณยุคต้น (พ.ศ. 2455–2465) โดยแบ่งสรุปจุดเด่นที่สอดรับกันทั้งองค์ได้ดังนี้ครับ

1. พิมพ์ทรงและมิติศิลปะ (พุทธลักษณะ)

      1.1 ด้านหน้า: ถอดแบบมาจาก พิมพ์พระกริ่งใหญ่ (จีน) เค้าพระพักตร์ผลมะตูมอวบอิ่ม พระเนตรทอดต่ำ เม็ดพระศกติดชัดเป็นเม็ดตอกกลมนูน ฐานบัวคว่ำบัวหงายด้านหน้าหล่อได้เป็นแท่งนูนมีมิติชัดเจน

      1.2 ด้านหลัง: เป็น ฐานเรียบโค้งไม่มีกลีบบัว จีวรและเส้นสังฆาฏิพาดเฉียงหนาพลิ้วเป็นธรรมชาติ เม็ดพระศกบริเวณท้ายทอยเรียงตัวสวยงามรับกับด้านหน้า

1.3 ด้านข้าง (ซ้าย-ขวา): องค์พระมีความหนา ล่ำสัน ไม่แบนราบ วงแขนทิ้งดิ่งสมส่วน ปลายพระกรรณ (หู) หนาและยาวเกือบจรดบ่าตามแบบศิลปะพระกริ่งใหญ่ ปรากฏร่องรอยการแต่งตะไบครูดเพื่อเก็บรายละเอียดและลบคมขอบข้างโดยช่างฝีมือยุคเก่า

 

2. เนื้อหาโลหะและผิวพรรณ (วรรณะ)

      2.1 กระแสโลหะสัมฤทธิ์แก่ทองแดงตามสูตรโบราณ ผิวพระมีความแห้งตึง ไม่กระด้าง

2.2 บริเวณผิวที่ถูกสัมผัสจะเผยกระแสเนื้อในสว่างอมเหลืองทองดั่งทองดอกบวบ ส่วนตามซอกลึก เช่น ซอกแขน ร่องหู และร่องบัว ยังคงมี คราบเบ้าดินไทยและผิวไฟสีเข้ม เคลือบอยู่หนาแน่น ช่วยให้พระดูง่ายและคลาสสิก

3. อัตลักษณ์ใต้ฐาน (จุดจ่ายตังค์สำคัญ)

      3.1 ใต้ฐานบุ๋มเป็นแอ่ง (ก้นถ้วย): มีรอยเว้าลึกชัดเจนซึ่งเกิดจากการเกลาเนื้อและกระแทกแต่งฐานเพื่อเพิ่มมิติเสียงสะท้อนของเม็ดกริ่งภายใน

      3.2 รอยตะไบโบราณ: ปรากฏร่องรอยการแต่งก้นด้วยตะไบทางธรรมชาติ รอยมีความแห้งเก่า กลืนไปกับเนื้อพระ ไม่คมกริบแบบเครื่องจักรสมัยใหม่ พร้อมมีคราบออกไซด์และรอยสนิมขุมสีน้ำตาลอมแดงจับอยู่ตามแอ่งลึกอย่างเป็นธรรมชาติ

 

      สรุปสถานะ: พระองค์นี้มีโครงสร้างทางกายภาพ ผิวพรรณ และร่องรอยการผลิตหล่อดินไทยโบราณที่ สวยงาม สมบูรณ์ และดูง่ายตามมาตรฐานสากล